พระพุทธรูปแห่งบามิ เปอร์เซีย: เป็นพระพุทธรูปยืนจำนวนสององค์ที่สลักอยู่บนหน้าผาสูงสองพันห้าร้อยเมตรในหุบผาบามียัน ณ จังหวัดบามียัน ในพื้นที่ฮาซาราจัตทางตอนกลางของประเทศอัฟกานิสถาน อันห่างจากกรุงคาบูลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณสองร้อยสามสิบกิโลเมตร หมู่พระพุทธรูปนี้สถาปนาขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 10 ตามศิลปะแบบกรีกโบราณ หมู่พระพุทธรูปนี้ถูกทำลายด้วยระเบิดไดนาไมต์เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 ตามคำสั่งของนายมุลเลาะห์ โมฮัมเม็ด โอมาร์ ประมุขของรัฐบาลฏอลิบาน ซึ่งให้เหตุผลว่ากฎหมายอิสลามไม่อนุญาตให้บูชารูปเคารพ ในขณะที่นานาประเทศต่างการประณามการกระทำของรัฐบาลฏอลิบานอย่างรุนแรง เพราะหมู่พระพุทธรูปนี้มิใช่สมบัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่เป็น […]

ฝูเจี้ยนถู่โหล หรือ บ้านดินแห่งฝูเจี้ยน คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเขตภูเขา มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เป็นอาคารรูปทรงวงแหวนหลายชั้นที่สร้างจากดินของชาวจีนแคะ ซึ่งที่ได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้มีจำนวน 46 หลัง ทั้งหมดสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึง 20 อาคารแต่ละหลังสามารถเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนกว่า 800 คน ซินหัวเน็ต – บ้านดินถู่โหลว […]

หลวงพระบาง เป็นเมืองเอกของแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกัน เป็นเมืองที่องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เป็นมรดกโลกด้วยนะค่ะ หลวงพระบางเป็นเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง ตั้งแต่สมัยสถาปนาอาณาจักร ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่าเมืองซวา (ออกเสียงว่า ซัว) และเมื่อ พ.ศ. 1300 ขุนลอ ซึ่งถือว่าเป็น ปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองซวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างเลยทีเดียวและยังได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่าเชียงทองอีกด้วย เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. […]

ปราสาทฮิเมะจิ

ปราสาทฮิเมะจิ เป็นปราสาทญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมะจิ จังหวัดเฮียวโงะ เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่เหลือรอดมาจากยุคสงครามนั่นเอง และได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นเมื่อ เดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1993 ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมะสึโมะโตะ และปราสาทคุมะโมะโตะ และยังเป็นปราสาทที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว ซึ่งมีที่มาจากพื้นผิวปราสาทภายนอกซึ่งมีสีขาวสว่าง ในปัจจุบันปราสาทฮิเมะจิได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและมรดกโลก

ราสาทฮิเมะจิเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของปราสาทญี่ปุ่น ด้วยมีลักษณะสถาปัตยกรรมและยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ทั้งฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่างๆในบริเวณปราสาทถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น และรอบๆปราสาทยังมีเครื่องป้องกันอีกมากมาย เช่น ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท

จุดเด่นของปราสาทอย่างหนึ่งก็คือ ทางเดินสู่อาคารหลักซึ่งสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทั้งประตูและกำแพงต่างๆในปราสาทได้รับการออกแบบมาอย่างดีเลยทีเดียวเพื่อป้องกันศัตรู ไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่ายค่ะ โดยทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบๆอาคารหลัก และระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงทางอยู่นี้ก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้โดย สะดวก แต่อย่างไรก็ตาม ปราสาทฮิเมะจิก็ยังไม่เคยถูกโจมตีในลักษณะนี้เลย ระบบการป้องกันต่างๆจึงยังไม่เคยถูกใช้งานนะค่ะ

 

 

 

ถ้ำวิหารเอลโลล่า

ลักษณะเป็นถ้ำที่เจาะเข้าไปในภูเขา เพื่อใช้เป็นวัด  โบสถ์ วิหาร หอสวดมนต์ และ สังฆาราม มีทั้ง ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู และ ศาสนาเชน   มีทั้งหมด 34 ถ้ำ แบ่งเป็นพุทธสถาน 12 ถ้ำ   เทวสถานในศาสนาฮินดู 17 ถ้ำ  และศาสนสถานของเชน 5 ถ้ำ

โดยเฉพาะเทวาลัยฮินดูสมัยก่อนนี้ ที่นี่สวยงามกว่านี้มาก แต่หลังจากการแผ่อิทธิพลของวัฒนธรรมมุสลิมเข้ามา ก็มีการเข้ามาทำลายบางส่วน ร่อง ร่อยที่เหลืออยู่จึงเป็นดังที่เห็น ถ้าลองคลิ้กที่เพื่อขยายใหญ่ ที่ภาพเทพฮินดูด้านบนนี้ จะมองเห็นวงกลมที่ปลายนิ้วของเทวรูปพอดี (เขาว่ากันว่าน่าจะถ่ายติดเทพที่รักษาอยู่) ภาพขวาคือเทวาลัย พระศิวะบริเวณศาสนสถานไกรลาสน้อยในศาสนาเชน อายุราว800ปี และภาพกลาง ศาสดามหาวีระของศาสนาเชนประวัติของถ้ำแห่งนี้ ย้อนหลังยาวนานไปถึงช่วงราวๆ 1,500 ปีมาแล้ว กษัตริย์ราชวงศ์ไตรกูฏกะ ที่ปกครองดินแดนที่ราบสูงเดคข่านตะวันตกของอินเดีย ได้สร้างสรรค์ถ้ำมหัศจรรย์แห่งนี้ขึ้น เพื่ออุทิศถวายเป็นเทวสถานแด่องค์พระศิวะ.…(ช่วงเวลาเดียวกันนี้ อาณาจักรขอม นครวัด-นครธม ยังไม่เกิดเลย)…เนื่องจากตรงนี้เป็นภูเขาหินล้วนๆ นายช่างยุคโน้นจึงคิดการใหญ่ ใช้กำลังคนจำนวนมาก พร้อมทั้งสิ่วและค้อน รวมไปถึงอุปกรณ์โลหะต่างๆที่หาได้ ค่อยๆขุดภูเขาหินนี้ทีละขั้นทีละตอน จนกระทั่งเริ่มกลายเป็นอุโมงค์โถงถ้ำใหญ่โตมโหฬาร…จากนั้นก็ลงมือ “ตกแต่งภายใน” ให้กลายเป็นเสาหินลายริ้วๆ เป็นผนังสลักเล่าเรื่องเทพเจ้า เป็นคูหาใส่พระศิวลึงค์…สุดแต่จะจินตนาการได้…จนกลายมาเป็นสิ่ง มหัศจรรย์ให้คนยุคใหม่อย่างเราได้ทึ่งจนถึงทุกวันนี้….ภาพขวามือคือห้อง โถงใหญ่กลางถ้ำ กว้างขวางกว่าที่คิดไว้มากๆ ในสมัยที่อังกฤษปกครองอินเดีย พวกข้าราชการชั้นสูงชาวอังกฤษเคยมาตั้งโต๊ะกินเลี้ยง กันในถ้ำนี่เลย เสาหินแต่ละต้นในห้องโถงเนี่ย เค้าจะดีไซน์เป็นรูปคล้ายๆดอกเห็ด ในรูปจะเห็นเจ้าหน้าที่กรมโบราณคดี คอยเดินสอดส่องดูแลไม่ให้มีการทำลายรูปสลักต่างๆในถ้ำ

ผนังถ้ำส่วนแรก…เป็นภาพสลักตอน “ศิวนาฏราช” พระศิวะเจ้าทรงฟ้อนรำโดยกระบวนท่านาฏยศาสตร์ 108 ท่า เพื่อดำรงวัฏจักรให้ทุกสิ่งในจักรวาลเคลื่อนที่ต่อไปอย่างสมดุล….รูปสลัก ในถ้ำที่นี่จะมีขนาดใหญ่มาก และรายละเอียดก็ดูพลิ้วไหวราวกับท่านมาเต้นอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ…จะเสียดาย ก็เมื่อสังเกตเห็นร่องรอยชำรุดหักพังตามส่วนต่างๆของภาพสลัก นั่นเป็นเพราะเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกฝรั่งโปรตุเกสในยุคล่าอาณานิคม เข้ามาทุบทำลายไปตั้งเยอะ เพราะเค้าถือว่าขัดกับหลักคำสอนของคาทอลิค…โดยลืมไปว่านี่คือมรดกทางวัฒน ธรรมของชาวโลกอีกด้วยนะค่ะ